Home ข่าวสังคม ไปต่อหรือว่าพอแค่นี้ เอายังไงดีกับการศึกษาไทยในช่วงโควิด 19

ไปต่อหรือว่าพอแค่นี้ เอายังไงดีกับการศึกษาไทยในช่วงโควิด 19

by admin
ไปต่อหรือว่าพอแค่นี้ เอายังไงดีกับการศึกษาไทยในช่วงโควิด 19

ไปต่อหรือว่าพอแค่นี้ เอายังไงดีกับการศึกษาไทยในช่วงโควิด 19

บอกได้เลยว่าประเด็นนี้เป็นเรื่องที่สามารถแก้ไขปัญหาได้ค่อนยากจริงๆ สำหรับระบบการศึกษาไทย ที่แต่ก่อนก็ว่ามันล้าหลัง และไม่ทราบเทียบเคียงกับประเทศอื่นๆ ที่เขาเรียนกันเพียงแค่ครึ่งวัน แถมยังไม่ให้การบ้านนักเรียนอย่างฟินแลนด์ ซึ่งมีนักเรียนทำคะแนนสอบวัดระดับความรู้พื้นฐานในชื่อ Pisa ได้คะแนนสูงเป็นอันดับ 1 ของโลก แต่พี่ไทยเรานั้นได้คะแนนรั้งท้าย และเกือบเป็นประเทศที่ได้คะแนนสอบตัวนี้น้อยเกือบที่สุดในทวีปเอเชียอีกด้วย ทำเอาทางกระทรวงศึกษาธิการต้องพยายามปรับปรุงหลักสูตรใหม่อยู่หลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ไม่เห็นว่าจะมีวี่แว่วของการเพิ่มขึ้นของคะแนนสอบของเด็กไทยแต่อย่างใด

ไปต่อหรือว่าพอแค่นี้ เอายังไงดีกับการศึกษาไทยในช่วงโควิด 19

อย่างไรก็ตาม ในสภาวะปกติ เด็กไทยเองก็ได้คะแนนย่ำแย่พออยู่แล้ว แต่พอโรคโควิด 19 เข้ามาบุกประเทศไทย จนทำเอาโรงเรียนต้องปิดโรงเรียนกันยาวๆ แล้วให้นักเรียนเรียนทางไกลผ่านโทรทัศน์เอาตามช่วงเวลาต่างๆ หรือไม่อย่างนั้นก็เรียนออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชั่นวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์อย่าง Zoom, Hangout หรือ Microsoft Team กันทั่วบ้านทั่วเมือง ซึ่งแต่ก่อนแทบจะไม่มีโรงเรียนไหนใช้วิธีในการทำการเรียนการสอนแต่อย่างใด ทั้งๆ ที่ซอร์ฟแวร์พวกนี้นั้นถูกผลิตขึ้นมานานแล้ว

และการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงช่องทางในการสอนในครั้งนี้นี่เอง ที่ทำให้เราได้เห็นสภาพความเหลื่อมล้ำของการศึกษาไทยอย่างชัดเจน ว่าเด็กต่างจังหวัด เด็กต่างอำเภอ และเด็กที่มีความยากจนนั้น บางคนเขาไม่มีมือถือใช้ อินเทอร์เน็ตนี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง แถมบางบ้านยังไม่มีแม้แต่กระทั่งโทรทัศน์อีกต่างหาก งานนี้ทำเอาคนในกระทรวงต้องกุมขมับกันยกใหญ่เลยทีเดียวงานนี้ทางกระทรวงจึงได้อนุญาตให้โรงเรียนกลับมาเปิดทำการได้อีกครั้งหลังเปิดเมืองในช่วงเดือนกรกฎาคม 2563 แต่ยังต้องมีการสลับวันเรียนในช่วงแรก ซึ่งเวลาเรียนที่ลดลง และเด็กส่วนใหญ่ไม่ได้รับโอกาสทางการศึกษาได้อย่างเต็มที่ ทำให้ในช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน 2563 ที่ผ่านมา ทางกระทรวงศึกษาธิการได้ออกแถลงข่าวว่า ในอีก 3 ปีข้างหน้า หรือนักเรียนมัธยม 6 ที่จะเข้ามหาวิทยาลัยในปี 2566 นั้น ไม่ต้องสอบ ONET แต่อย่างใด

นอกจากนี้ ในเดือนธันวาคม 2563 ก็ยังมีประกาศออกมาเพิ่มเติมด้วยว่า ในปีการศึกษานี้ จะอนุญาตให้ชั้นเรียนทุกชั้น ทุก ป. และทุก ม. เลื่อนชั้นเรียนได้เลย โดยไม่ต้องมีการสอบปลายภาค ทำเอานักเรียนและผู้ปกครองบางส่วนถึงกับต้องชะงักต่อคำแถลงนี้กันเกือบทั้งประเทศ สำหรับเราแล้ว เราเข้าใจดีว่าทางกระทรวงอยากรักษาภาพลักษณ์ของประเทศเอาไว้ เพราะตอนเรียนปกติ คะแนนยังต่ำเตี้ยเรี่ยดิน แต่ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา เด็กได้เรียนบ้างไม่เรียนบ้าง และมีความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอย่างชัดเจน หากจะนำคะแนนที่ได้มาวัดผลประเมิน OKR นั้น ก็จะเป็นข้อมูลที่ไม่สะอาด เพราะมีข้อจำกัดในหลายๆ ด้าน ทำให้ข้อมูลที่ออกมานั้นไม่ตรงกับสภาพจริงนั่นเอง

ข่าวสังคม

You may also like

Leave a Comment